โลกกำลังเปลี่ยนวิธีให้บริการทางการเงิน โดยหันมาให้บริการทางการเงินเหล่านี้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ควบคู่ไปกับช่องทางธนาคารแบบดั้งเดิม
เนื่องจากระบบนิเวศดิจิทัลกำลังปรับโฉมรูปแบบการค้า ทั้งแอปเรียกรถ ตลาดแบบ B2B และซอฟต์แวร์บริการ (SaaS) บริษัทที่ดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจเหล่านี้ ไม่ต้องการแค่ส่งต่อยอดชำระเงินไปยังผู้ให้บริการทางการเงินอีกต่อไป
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น พวกเขากำลังผสานบริการทางการเงินเข้าไปในแพลตฟอร์มของตนโดยตรง เพื่อทำให้เส้นทางการใช้งานของผู้ใช้ราบรื่นยิ่งขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังมีการปรับตำแหน่งโมเดลธุรกิจของตนให้อยู่ในช่วงกลางของห่วงโซ่คุณค่าทางการเงิน ผ่านโมเดลการเงินแบบฝังตัวที่ขับเคลื่อนด้วยความร่วมมือระหว่างพันธมิตร
แพลตฟอร์มต่าง ๆ กำลังต่อยอดจากการยอมรับการเงินแบบฝังตัวที่เพิ่มขึ้น เพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการไหลเวียนของเงินภายในระบบ พร้อมทั้งสนับสนุนให้เกิดการมองเห็นข้อมูลที่ดีขึ้น และสร้างมูลค่ารูปแบบใหม่ของการให้บริการ
การเงินแบบฝังตัวกลายมาเป็นเรื่องสำคัญ
Embedded Finance คืออะไร ? McKinsey ให้คำนิยามว่า “Embedded Finance หรือ การเงินแบบฝังตัว คือการนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ไปวางไว้ในประสบการณ์การใช้งาน เส้นทางการซื้อ หรือแพลตฟอร์มของธุรกิจที่ไม่ใช่การเงิน”
ภายในปี 2030 ราวๆ 74% ของการชำระเงินดิจิทัลของผู้บริโภคทั่วโลก จะเกิดขึ้นบนช่องทางที่เป็นของแพลตฟอร์มดำเนินการเอง ไม่ใช่สถาบันการเงิน และในปีเดียวกัน คาดว่าตลาดการเงินแบบฝังตัวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกจะมีมูลค่าการทำธุรกรรมถึง 373.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมูลค่าตลาดการเงินแบบฝังตัวทั่วโลกอาจสูงถึง 7.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
แนวโน้มเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความครอบคลุมและการให้บริการทางการเงินกำลังเปลี่ยนไปอย่างมาก โดยบริษัทที่ไม่ใช่สถาบันการเงินเริ่มมีอำนาจต่อรองมากขึ้น ในการสร้างคุณค่าทางธุรกิจ และวิธีการให้บริการแก่ลูกค้าของตนเองร่วมกับธนาคาร
ธุรกิจ หรือแพลตฟอร์มที่ฝังระบบการเงินไว้ในตัว ซึ่งเป็นเจ้าของฐานลูกค้าและเป็นแอปหลักที่ลูกค้าใช้งาน สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ทันทีในระหว่างที่ลูกค้ากำลังใช้งานแอปอยู่
การเงินแบบฝังตัว หรือ Embedded Finance ช่วยสนับสนุนการมีส่วนร่วมของลูกค้าบนแพลตฟอร์ม และในระยะยาว มันช่วยเพิ่มความภักดีของลูกค้า พร้อม ๆ กับสร้างส่วนแบ่งกำไรที่มากขึ้นให้กับแพลตฟอร์ม ซึ่งสร้างคุณค่าร่วม และช่วยเสริมการเติบโตของแพลตฟอร์มและผลลัพธ์ที่ดีของผู้ใช้งาน
APIs: ขุมพลังของการเงินแบบฝังตัว
ผู้ให้บริการการเงินแบบฝังตัว เช่น Bettr จะแชร์ความสามารถด้านการเงินของตนไปยังแพลตฟอร์มของบุคคลที่สามผ่าน อินเทอร์เฟซโปรแกรมประยุกต์ (API) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อดิจิทัลชนิดหนึ่งที่ช่วยให้ระบบต่าง ๆ สามารถสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันได้
Bettr ของ Ant International ใช้ API ในการผสานบริการทางการเงินเข้าไปโดยตรงในระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม ทำให้ซอฟต์แวร์ต่าง ๆ สามารถสื่อสารกันได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าถึงโครงสร้างภายในของกันและกัน ทำให้ API ของการเงินแบบฝังตัวจึงสามารถถูกผสานเข้าไปในสภาพแวดล้อมซอฟต์แวร์ที่มีอยู่เดิมได้อย่างราบรื่น ช่วยให้เจ้าของแพลตฟอร์มไม่ต้องสร้างความสามารถเหล่านี้ขึ้นใหม่ตั้งแต่ต้น
เมื่อมีการใช้งาน API เหล่านี้แล้ว แพลตฟอร์มสามารถนำเสนอทางเลือกการให้สินเชื่อแบบฝังตัวได้โดยตรงพร้อมการให้บริการของตนเองตัวอย่างเช่น ผู้ขายสามารถยื่นขอสินเชื่อที่คิดดอกเบี้ยตามรายได้โดยตรงบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยไม่ต้องออกจากแพลตฟอร์ม
และเมื่อถูกผสานเข้าด้วยกันแล้ว API จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินแบบฝังตัวที่รองรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบ (compliance) การออกแบบบริการแบบโมดูลาร์ (modular service design) และบริการทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลภายในสภาพแวดล้อมของแพลตฟอร์ม (data-driven financial services)
ความปลอดภัยและการปฏิบัติตามข้อบังคับ
ผู้ให้บริการการเงินแบบฝังตัวโดยทั่วไปดำเนินงานผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงินที่ได้รับการกำกับดูแล และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีใบอนุญาต ในโมเดลเหล่านี้ รวมไปถึงความรับผิดชอบด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบหลักยังคงอยู่กับพันธมิตรที่ถูกควบคุม ทำให้แพลตฟอร์มสามารถมุ่งเน้นไปที่การกระจายบริการและประสบการณ์ของผู้ใช้
แพลตฟอร์มสามารถผสาน API การเงินแบบฝังตัวได้โดยมั่นใจว่าฟังก์ชันการปฏิบัติตามกฎและข้อบังคับหลัก เช่น ขั้นตอนการยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) การคัดกรองป้องกันการฟอกเงิน (AML) และการตรวจจับการฉ้อโกง (Fraud Monitoring) ถูกฝังอยู่ในโครงสร้างพื้นฐานแล้ว โครงสร้างพื้นฐานการเงินแบบฝังตัวยังถูกออกแบบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย เช่น PCI DSS และข้อกำหนดการปกป้องข้อมูล เช่น GDPR
คล่องตัวด้วยบริการแบบเลือกได้ (Modularity)
แพลตฟอร์มสามารถเลือกความสามารถทางการเงินเฉพาะเจาะจง เช่น การให้สินเชื่อในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain finance) และผสาน API ที่เกี่ยวข้องเข้าไปในระบบการทำงานมีอยู่แล้ว ทำให้เครื่องมือทางการเงินปรากฏเป็นบริการเสริมของแพลตฟอร์มที่สามารถเข้าถึงได้ทันที แทนที่จะต้องแยกออกมาภายนอกต่างหาก
วิธีนี้ช่วยลดความยุ่งยากจากการส่งผู้ใช้ไปยังระบบภายนอก พร้อมทั้งรับประกันว่าการทำธุรกรรมทางการเงินเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต้องการมากที่สุดภายในการใช้งานของผู้ใช้
การเข้าถึงข้อมูล
API ของการเงินแบบฝังตัวช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลพฤติกรรมและธุรกรรมแบบเรียลไทม์ที่เกิดขึ้นภายในระบบนิเวศ หรือแพลตฟอร์มของตัวเอง ข้อมูล เช่น อัตราการขาย หรืออัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง สามารถสนับสนุนการตัดสินใจให้สินเชื่อที่มีบริบทเหมาะสม และข้อเสนอทางการเงินที่ปรับให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้
ระบบจัดการเครดิตของ Bettr ใช้โมเดลการเรียนรู้ของ AI (machine learning) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการดำเนินงานของผู้ใช้ เช่น กระแสการขายและกิจกรรมการทำธุรกรรมภายในสภาพแวดล้อมของแพลตฟอร์ม
วิธีนี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถยื่นคำขอสินเชื่อได้อย่างราบรื่นภายในแพลตฟอร์ม ขณะที่ผู้ให้สินเชื่อสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจที่มากขึ้นมาช่วยในการประเมินความน่าเชื่อถือทางเครดิต ด้วยการใช้ประโยชน์จากข้อมูลแบบเรียลไทม์ของแพลตฟอร์ม โมเดลการเงินแบบฝังตัวยังสามารถช่วยขยายการเข้าถึงสินเชื่อให้กับธุรกิจที่อาจเคยไม่ได้รับบริการจากกรอบเครดิตแบบดั้งเดิม
รายได้และการรักษาลูกค้า: ข้อได้เปรียบของการเงินแบบฝังตัว
ความสามารถในการฝังบริการต่าง ๆ เช่น การให้สินเชื่อ การชำระเงินแบบผ่อนชำระ หรือ BNPL เข้าไปในแพลตฟอร์มผ่าน API ช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถสนับสนุนโอกาสสร้างรายได้ใหม่ ๆ ภายในระบบนิเวศของแพลตฟอร์มได้
Embedded Finance หรือ การเงินแบบฝังตัว จึงช่วยสร้างมูลค่าทางการค้าให้กับแพลตฟอร์มทั้งโดยตรงและโดยอ้อม:
ประโยชน์โดยตรง: การสร้างรายได้
แพลตฟอร์มจะได้รับรายได้ทันทีจากค่าธรรมเนียมหรือรายได้อื่น ๆ ที่เกิดจากธุรกรรมทางการเงินแบบฝังตัว แพลตฟอร์มอาจได้รับเปอร์เซ็นต์หรือค่าธรรมเนียมแบบคงที่จากการซื้อที่ใช้การเงินแบบฝังตัว หรือจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ นอกจากนี้ อาจเก็บส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมการโอนเงินที่เกิดจากธุรกรรมบนบัตรที่มีแบรนด์ของตน ในบางกรณี การเงินแบบฝังตัวสามารถทำให้รายได้ต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 2–5 เท่า
การเงินแบบฝังตัวยังเปิดโอกาสให้เกิดโมเดลการตั้งราคารูปแบบใหม่ ที่รวมบริการทางการเงินเข้ากับคุณค่าหลักของแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มสามารถจัดแพ็กเกจเครื่องมือทางการเงินควบคู่กับซอฟต์แวร์หลัก และเรียกเก็บค่าบริการแบบสมัครสมาชิกรายเดือนสำหรับข้อเสนอรวมนี้ สร้างรายได้เพิ่มเติมพร้อมกับทำให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ประโยชน์ทางอ้อม: สร้างความภักดีและมูลค่าตลอดชีพของลูกค้า (CLV)
การฝังบริการทางการเงินไว้ภายในแพลตฟอร์มสามารถช่วยในการรักษาฐานลูกค้าส่งสเริมความภักดีของ และกระตุ้นการใช้งานซ้ำ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เนื่องจากการได้มาซึ่งลูกค้าใหม่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการรักษาลูกค้าเดิมถึง 25 เท่า
เมื่อบริการทางการเงินถูกรวมเข้ากับแพลตฟอร์ม ผู้ใช้สามารถจัดการธุรกิจของตนได้มากขึ้นในที่เดียว ลดความยุ่งยากและลดความต้องการหาทางเลือกอื่น งานวิจัยระบุว่า แพลตฟอร์มที่มีการชำระเงินแบบผสานมีอัตราการสูญเสียลูกค้าน้อยกว่าถึง 2.5 เท่า เนื่องจากต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้ระบบอื่นสูงเกินไปสำหรับผู้ใช้ที่จัดการการขาย เงินเดือน และการหาเงินทุนในแพลตฟอร์มเดียว
ให้บริการทางการเงินแบบฝังตัวบนแพลตฟอร์มของคุณ
การผสานการเงินแบบฝังตัวเข้ากับแพลตฟอร์มจำเป็นต้องมีการประสานอย่างรอบคอบระหว่างกลยุทธ์ โครงสร้างพื้นฐาน และการปฏิบัติตามกฎระเบียบ องค์กรมักทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า พร้อมกับรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยและกฎระเบียบอย่างเข้มงวด
ผ่านความร่วมมือกับ Bettr ของ Ant International แพลตฟอร์มสามารถให้บริการการเงินแบบฝังตัวได้โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและความซับซ้อนในการสร้างระบบด้วยตัวเอง ผลลัพธ์คือประสบการณ์ผู้ใช้ที่ราบรื่นยิ่งขึ้น และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูงขึ้น โดยเครื่องมือทางการเงินถูกฝังเข้าไปโดยตรงในระบบการทำงานที่มีอยู่แล้ว
เมื่อการยอมรับการเงินแบบฝังตัวเร่งตัวขึ้นในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม องค์กรที่ผสานมันอย่างรอบคอบ และเริ่มต้นเร็วจะมีข้อได้เปรียบที่ดีกว่าในการสนับสนุนการเติบโต ประสิทธิภาพการจัดการ และส่งเสริมมูลค่าระบบนิเวศในระยะยาว
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโมเดลการเงินแบบฝังตัว หรือพูดคุยกับทีมของเราเพื่อสำรวจกรณีการใช้งานที่เกี่ยวข้อง ติดต่อเราวันนี้